FIGHT NEWS

5 สิ่งที่หลายคนไม่รู้เกี่ยวกับความปลอดภัยใน กีฬาการต่อสู้

20.11.2018

สืบเนื่องจากในช่วงนี้ ได้มีเหตุการณ์หลายๆอย่างที่เกิดขึ้นในวงการ การต่อสู้ อย่างการเสียชีวิตในนักมวยรุ่นเด็ก ไปจนถึง ผู้ใหญ่ การบาดเจ็บอย่างหนัก ในการแข่งขันมวยไทย หรือ MMA  อันเป็นที่มาของ การตั้งคำถามว่า อะไรคือความปลอดภัยมาตรฐานที่สมควรมีใน กีฬาการต่อสู้ อุปกรณ์ช่วยป้องกันที่ดี หรือ กฎกติกา ที่คอยช่วยเหลือนักสู้

หลายคนอาจไม่เคยทราบมาก่อนว่า บางอย่างที่ดูเหมือนว่าจะสามารถเสริม ความปลอดภัยมาก ในกีฬาการต่อสู้  ในความเป็นจริงแล้วกลับทำอันตรายให้ผู้ที่เข้าแข่งขันมากกว่า ในวันนี้เราจะนำเสนอเกี่ยวกับ สิ่งที่ผู้อ่าน อาจไม่ทราบมาก่อน อย่าง กฎกติกา และอุปกรณ์ ในกีฬาการต่อสู้

1.) ใส่เฮดเกียร์ เป็นอันตรายต่อนักกีฬามากกว่าไม่ใส่

ในปี 2013 A.I.B.A หรือ สมาคมมวยสากลนานาชาติได้ตัดสินใจในการยกเลิกการใส่ Head Gear สำหรับนักมวยที่ขึ้นชกภายใต้กฎกติกา ระดับสมัครเล่น ในการแข่งขันระดับนานาชาติ เนื่องจากการวิจัย สรุปได้ว่า อุปกรณ์ป้องกันนั้นไม่สามารถช่วยป้อง กันอาการบาดเจ็บทางสมอง หลายๆอย่างจากการกระแทก แม้ว่าจะใส่ เฮดเกียร์ การรับหมัดที่หนักและกระแทกอย่างต่อเนื่องทำให้ โฟมที่คอยรับแรงกระแทกไม่มีประโยชน์นักกีฬาแต่อย่างใด และกล่าวว่าก่อให้เกิด ปัญหาทั้งหมดสองประการ 
1.อุปกรณืป้องกันศีรษะในมวยสากลนั้น ทำให้หัวของนักกีฬา ใหญ่ขึ้นกว่าเดิม สามารถตกเป็นเป้าได้ง่ายขึ้น
2.อุปกรณ์ป้องกันศีรษะ สร้างความเชื่อแบบผิดๆ ว่าตัวนักกีฬา ปลอดภัยจากการได้รับแรงกระแทก

หลากหลายงานวิจัย หนึ่งในนั้นคือของ สมาคมมวยสากลสมัครนานาชาติ ได้รับผลสรุปว่า จำนวนของ อาการบาดเจ็บรุนแรงทางสมองนั้น ได้ลดลงเมื่อมีการหยุดใช้ เฮดเกียร์มากขึ้น  ในช่วงการแข่งขันปี 2009 – 2013 จำนวนของการต่อสู้ที่ถูกหยุดเนื่องจาก การต่อยเข้าที่หัวลดลง 43% เลยทีเดียวเมื่อเทียบกับเมื่อ มีการใส่ เฮดเกียร์   Dr. Julian Bailes ประธานบริหาร สถาบันประสาทวิทยา NorthShore และหนึ่งในทีมวิจัยจาก A.I.B.A ได้กล่าวว่า “แม้การถอด จะทำให้อัตรายของ แผลเปิดที่หน้ามากขึ้นก็ตาม มันก็เป็นข้อแลกเปลี่ยนที่ดีที่จะสามารถลดอัตรา การเกิดอาการบาดเจ็บรุนแรงต่อสมอง”


นักมวยสากลสมัครเล่น โอลิมปิค Marien Esparza จัดเฮดเกียร์ ก่อนขึ้นชกในรุ่น Women’s Flyweight

โค้ชกีฬา MMA ชื่อดัง อย่าง Greg Jackson เองก็เคยได้กล่าวเพิ่มเติมว่า สาเหตุที่นักกีฬาในยิมของเค้ามากกว่าครึ่งไม่ใส่เฮดเกียร์เลาซ้อมเพราะว่า เฮดเกียร์นั้นสามารถไหลไปบัง วิศัยทัศน์ระหว่างต่อสู้ได้ ทำให้การหลบหมัดแย่ลง รวมไปถึงทำให้โดยต่อยไดง่ายขึ้นเนื่องจากเป้าใหญ่ขึ้น  แน่นอนว่าในเวลาซ้อมที่ใกล้การแข่งเข้ามา นักกีฬาจำเป็นต้องใช้ เพื่อป้องกัน แผลเปิดต่างบนใบหน้าจาก การโดยต่อย หรือ การที่ศีรษะชนกัน แต่สำหรับการต่อสู้จริงๆ แล้วกลับเป็นภาระ ที่ทำให้นักสู้ได้รับอันตรายมากกว่าเดิม 
 

2.) นวมถูกสร้างมาเพื่อ ป้องกันมือเท่านั้น ไม่ได้เพื่อปกป้องการโดนต่อย



หากเทียบ การใช้มือเปล่า, การใส่นวม MMA ที่มีน้ำหนัก 4 Oz  หรือ ใส่นวมมวยสากล เวลาต่อยไปที่เป้าหมาย นวมมวยสากลจะรู้สึกปลอดภัยกับมือของตัวเรามากที่สุด  แม้เราจะสรุปไม่ได้ว่า การใส่นวมแบบไหน ทำให้หมัดมีความแรงกว่า แต่ก็รู้ว่านวมประเภทมวยสากล ที่มีน้ำหนัก มากกว่า 10 Oz สามารช่วยป้องกันมือได้ในระดับนึงเลยทีเดียว


ภาพประกอบจาก Bare Knuckle Fighting Championship รายการ ต่อสู้ด้วยมือเปล่า

หากอ้างอิงจากประวัติศาสตร์แล้วนั้น นวมในยุคแรก ช่วงปี 1800 ถูกสร้างมาเพื่อให้นักสู้ สามารถต่อยหมัดไปที่ศีรษะได้มากขึ้น เพราะในช่วงนั้น การต่อสู้มวยมือเปล่า ผู้คนต่างต่อยไปที่ลำตัวมากกว่าศีรษะกัน หมัดที่ไม่แม่นพอ หากกระทบไปที่บริเวณ กะโหลกจะทำให้มือหักได้ จึงเป็นแนวคิดจากโปรโมเต้อในช่วงปี 1800 ที่ประดิษฐ์ นวมขึ้นมา เพื่อตอบสนองคนดูซึ่งชื่นชอบ การที่นักสู้ต่อยไปที่ศีรษะ ทั้งหมดนี้เป็นแนวคิดทางการตลาด ไม่ได้เกี่ยวข้องกับ ความปลอดภัย ของนักสู้ที่แต่อย่างใด หากแต่จะป้องกันมือของผู้ชกทำให้มีความกล้าในการต่อยหมัดที่แรงขึ้น ถี่ขึ้น และไม่จำเป็นต้องแม่นยำอย่างแต่ก่อน ซึ่งนี้อาจเป็นเหตุให้นักสู้ในสมัยปัจจุบัน มีอัตราการบาดเจ็บทางสมองมากกว่า สมัยก่อนที่ไม่ใช้นวม

3.) การยืนนับ 8 วินาทีในกีฬาการต่อสู้ อันตรายกว่า การถูกน็อคสลบไปเลย

Mark Johnson ถูกนับโดนกรรมการ Kenny Blayless หลักถูกน็อคในยกที่ 8 ในศึกชิง เข็มขัด WBO กับแชมป์เปี้ยน Johnny Gonzalez จก Mexico ภาพโดย Reuters/Steve Marcus

กฎการนับ 8 วินาที คือกฎกติกาที่ถูกใช้โดยกีฬา มวยสากล มวยไทย และ คิกบ็อกซิ่ง เป็นกติกาที่ให้กรรมการผู้ตัดสิน นับทั้งหมด 10 วินาทีหากนักสู้ถูก น็อคให้ล้มลงระหว่างการต่อสู้ นักสู้จะต้องยืนขึ้นมาภายในเวลา 10 วินาทีเพื่อจะมีสิทธิในการสู้ต่อ โดยกรรมการจะเป็นคนเช็ค อาการบาดเจ็บหลังนับไปแล้ว 8 วินาทีว่าสามารถต่อยต่อได้หรือไม่

ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักกับ อาการกระทบกระเทือนทางสมองกันก่อน โดยปกติแล้วอวัยวะสมองที่อยู่ในกะโหลกเป็นของเหลว ที่จะไม่แตะกับกะโหลก  เมื่อมีแรงปะทะเข้าที่ศีรษะอย่างในกรณีของการชกมวย สมองจะสั่นและกระแทกไปมาในกะโหลก ทำให้เกิดอาการบาดเจ็บ บอบช้ำได้ การที่นักมวยนั้นถูกน็อคสลบไปถือว่าสมองได้รับการกระทบกระเทือน ทำให้มี การบาดเจ็บเรียกว่าคอนคัสชั่น (concussion) ซึ่งการบาดเจ็บทางสมองระดับนี้ โดยทั่วไปจะหมายถึงการบาดเจ็บที่ไม่รุนแรงมากนัก อาจเกิดความบกพร่องของการทำงานในระบบประสาทสมองขึ้นอย่างรวดเร็วแล้วก็ค่อยๆหายไปได้เอง บางรายที่มีอาการมากหน่อยก็อาจถึงขั้นสลบได้ เมื่อไปตรวจทางรังสีหรือการเอกซเรย์ก็มักจะไม่พบความผิดปกติใด และตัวนักสู้เองจะถูกสั่งให้พักจนกว่าอาการจะหายเป็นปกติ


การกระแทกที่ศีรษะทำให้สมอง ขยับไปกระทบกระเทือนกะโหลก

ด้วยกติกาของการนับ 8 วินาทีใน กีฬาการต่อสู้ นั้นเอื้ออำนวยให้นักสู้ที่ถูกน็อคลงไปลุกขึ้นมาสู้ได้ต่อ แม้จะบาดเจ็บไม่มากนัก แต่นักสู้จะมีโอกาศได้รับ การจู่โจมอย่างต่อเนื่อง ทำให้สมองสะสมอาการบาดเจ็บได้ในระยะยาว เป็นที่มาของอาการอย่าง  CTE (chronic traumatic encephalopathy) หรือการบาดเจ็บของสมอง เพราะศีรษะได้รับการกระทบกระเทือนซ้ำแล้วซ้ำอีกจากการปะทะที่รุนแรง หรือไม่มีความแรงมากก็ตามในกีฬามวย  โดยทั่วไปจะไม่ปรากฏอาการใดๆให้เห็นอย่างรวดเร็ว และใช้เวลาหลายปีกว่าอาการจะแสดง เบื้องต้นจะมีอาการสูญเสียสมาธิ ปวดหัว ความจำสูญหาย มีปัญหาในด้านการ เดิน การได้ยิน ในรายที่อาการหนักอาจพบกับ อาการ พาร์คินสัน เลยทีเดียว

 

4.) กีฬาการต่อสู้ที่ ผสมการทุ่มล๊อคข้อต่อหักกระดูก มีความปลอดภัยกว่า การยืนต่อสู้

 

ท่า Submission Arm bar โดย Demetrious Johnson

แม้จะดูรุนแรง สำหรับผู้ที่ไม่เคยฝึกฝนมาก่อน แต่จริงๆแล้ว กีฬาการต่อสู้ ที่เน้นไปการ ทุ่มล๊อค หักข้อต่อ อย่าง มวยปล้ำ หรือ บราซิลเลี่ยน ยิวยิตสู นั้น ถือว่ามีความปลอดภัยมากกว่า กีฬาการต่อสู้ ที่มีการปะทะของ หมัด เท้า เข่า ศอก มากนัก เนื่องจากผู้ฝึกจะมีท่า การยอม แพ้ในการฝึกซ้อม อย่างที่เรียกกันว่า การ Tap Out เป็นการตบไปที่ คู่ต่อสู้ เพื่อบอกว่า การหักข้อนี่เข้าที่แล้ว คู่แข่งก็จะคลายการหักนั้นออกมา เมื่อถูกใส่ท่า หักหรือล๊อค แล้วนักสู้ไม่ทำการ Tap Out ก็จะทำให้กระดูกหัก หรือ สลบลงไปเท่านั้น ไม่ถึงกับเป็นอาการบาดเจ็บระยะยาว ที่ไม่สามารถรักษาได้ 

 

จึงแทบไม่ค่อยเห็นการหักข้อต่อขึ้นจริง หรือ การพิการเกิดขึ้น ในการต่อสู้ที่ นักสู้ เคยฝึก บราซิลเลี่ยนยิวยิตสูมาก่อน ในกฎกติกาการต่อสู้ MMA นั้น นอกจากการยืนต่อสู้ ยังอณุญาติให้มีการต่อสู้ ทุ่ม ล๊อค ต่อสู้บนพื้น รูปแบบเกมส์การแข่งขันจึง มีผลลัพธ์ที่ออกมาหลากหลายยิ่งกว่า มวยสากล หรือมวยไทย ที่ชนะคะแนน หรือ น๊อคเอ้าท์ เท่านั้น โดยเฉลี่ยแล้ว ในคู่การต่อสู้ที่มีการปล้ำล๊อคเกิดขึ้นมาก ส่วนใหญ่แล้วนักกีฬา จะได้รับการบอบช้ำน้อยมาก  หากเทียบกับกฎกติกา การยืนสู้ใน มวยสากล มวยไทย ที่ต้องรับแรงกระแทกอยู่เรื่อยๆแล้ว 

 

5.) การสู้ในสังเวียนกรง ปลอดภัยกว่าเวทีเชือก

ไฮไลท์การตกจากเวทีเชือก

แม้ว่าการต่อสู้ในกรง เหล็ก 8 เหลี่ยมของ MMA นั้นจะมีภาพลักษณืที่ดูโหดร้าย และดุดันก็ตาม แต่ก็มีความปลอดภัยสูงกว่าการต่อสู้ บนเวทีเชือกมาตรฐาน หลายประการ  เราอาจเคยเห็นเหตุการณ์ที่มีการพลาดตกลงมาจากเวทีเชือก เนื่องจาก การเตะ หรือท่าการต่อสู้ ที่ผิดพลาดหลุดเข้าหรือข้ามไปเชือกไป แต่สำหรับเวทีกรงแปดเหลี่ยมนั้น ถือว่ามีความปลอดภัยแน่นอน ด้วยกรงที่สูงกว่าสองเมตรโดยเฉลี่ย เป็นไปไม่ได้เลยที่ นักสู้จะพลาดตกลงมาได้ นอกเสียจากว่ามีการปีนขึ้นไปแล้ว กระโดดลงมา นอกจากนี้ลูกกรงที่มีมาตรฐาน ในรายการแข่งขันใหญ่ต่างๆ จะมีการเคลือบลูกกรงโดย PVC เพื่อไม่ให้เกิดการบาดไปที่ตัวนักกีฬา

เหตุการณ์ที่เราเคยเห็นในกีฬาการต่อสู้ มวยไทย มวยสากล หรือ MMA คือ การถูกน๊อค กลางอากาศหรือล้มลงทำให้ หัวฟาดซ้ำลงไปที่พื้นเวที เป็นเหตุให้ อาการบาดเจ็บมีอาการสาหัสกว่าเดิม หรือถึงแก่ชีวิตเลยทีเดียว การถูกน็อคอาจยับยั้งไม่ได้แต่ การเลือกใช้ พื้นเวทีที่มี คุณภาพจะเป็นหนทางที่ ช่วยลดอาการเจ็บโดยรวมของนักสู้ได้

ปกติแล้วเวทีกรง MMA ในรายการแข่งขันใหญ่ๆ นั้นถูกออกแบบมาเพื่อรองรับการต่อสู้ในกฎ MMA ที่มี การทุ่ม และการต่อสู้บนพื้น  การออกแบบเบาะเวทีจึงมีความต่างจาก พื้นเวทีมวยธรรมดา เพื่อจะปกป้องไม่ให้นักกีฬา ได้รับบาดเจ็บหนักจากการกระแทกไปที่พื้นเวที จึงมีการใช้วัสดุที่สามารถ กระจายแรงกระแทก เมื่อถูกทุ่มหรือล้มลงไปที่พื้นเวที จึงเป็นปัจจัยที่ว่าทำไม พื้นของเวทีกรง MMA จะมีความปลอดภัยมากกว่า สังเวียนชือกปกติ  
 

Comment