EVENTS

5 สิ่งที่คุณอาจจะไม่รู้เกี่ยวกับ คู่ชิง Ignite Warrior Championship

17.07.2018

ศึกครั้งสำคัญของวงการ MMA สมัครเล่นไทย กำลังใกล้เข้ามาแล้ว สำหรับการแข่งขัน IGNITE WARRIOR CHAMPIONSHIP 2018 การแข่งขัน MMA แบบลีกครั้งแรกของประเทศไทย เรามาทำความรู้จักกับเหล่านักสู้ 8 คนที่เข้าสู่รอบสุดท้ายกันดีกว่าครับ กับ 5 สิ่งที่คุณควรอาจจะไม่เคยรู้เกี่ยวกับ นักกีฬาคู่ชิงของ IWC

เริ่มต้นกันที่คู่ชิงชนะเลิศรุ่น AtomWeight (-52 กิโล) 2 สาวนักสู้ความหวังใหม่ของวงการ MMA ไทย

ประภัสสร “MAY Martial Warrior” ธัญญวานิช (เมย์)

5.) เธอไม่เคยแข่งขันรายการต่อสู้ใดๆมาก่อนเลย
ประภัสสร ธัญญวานิช เธอเป็นน้องใหม่ในวงการต่อสู้ ที่ไม่เคยแข่งขันการต่อสู้ใดๆมาก่อนเลย แต่ก็ฝึกฝนวิชาการต่อสู้มาตั้งแต่ ม.1 โดยได้ฝึกฝนทั้ง กระบี่กระบอง และ มวยไทย มาเป็นเวลา 14 ปี โดยได้แสดงสาธิตการต่อสู้ไปทั่วประเทศ และ เมื่อได้ข่าวการรับสมัครแข่งขัน IWC จึงอยากที่จะทดสอบตัวเองในสังเวียนของการต่อสู้จริงบ้าง จึงได้สมัครเข้ามาแข่งขันโดยมีเวลาเตรียมตัวเพียงแค่ 2 เดือน แต่เธอก็มีพัฒนาการที่ดีในการต่อสู้ สามารถเอาชนะคู่แข่งได้ถึง 2 รอบ คว้าตั๋วเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศมาได้

4.) ฉายาของเธอมาจากรายการ Reality ของประเทศไทย
เธอได้มีโอกาสเข้าร่วมในการประกวดรายการ Martial Warrior ที่เฟ้นหานักแสดงแอ๊คชั่นหน้าใหม่ และ เธอก็ได้ตำแหน่งที่ 2 ของฝ่ายหญิงอีกด้วย โดยในการประกวดครั้งนั้น เธอมาประกวดเพื่อที่ต้องการเงินรางวัลไปช่วยเหลือ ศูนย์ฝึกค่ายพระยาตาก

3.) อาชีพเธอคือเทรนเนอร์ และ นักแสดงบทบู๊
โดยปกติแล้ว เมย์ มีอาชีพเป็นเทรนเนอร์ฟรีแลนซ์ โดยเป็นลูกศิษย์ของโค้ชเชอรี่ ซึ่งเทรนเหล่าซุปเปอร์สตาร์ของประเทศไทย และ เนื่องจากที่เธอผ่านรายการประกวด Martial Warrior มาทำให้เธอมีโอกาสได้แสดงบทบู๊ในละครหลายๆเรื่องของไทย

2.) เคยประกวดเพาะกาย และ นางงาม
เมย์ เป็นคนที่ชื่นชอบเปิดโอกาสให้กับตัวเอง และ เธอก็เคยเข้าร่วมการแข่งขันทั้งการ ประกวดเพาะกาย โดยติดอันดับ 1-5 ของทุกเวทีที่ไปประกวด อีกทั้งยังเคยเข้ารอบ 30 คนในการประกวด Miss Thailand World 2016 อีกด้วย

1.) ชอบทำอาหาร
เนื่องจากต้องดูแลสภาพร่างกายตัวเองให้ดีอยู่เสมอ เธอจึงชื่นชอบที่จะทำอาหาร เพราะจะได้จัดสรรมื้ออาหารต่างๆให้มีทั้งรสชาติที่อร่อยและคุณประโยชน์ ในเวลาเดียวกัน


ณัชกมล “Wonder Girl” จันทาศรี (นัท)



5.) ชื่นชอบการต่อสู้ตั้งแต่เด็ก
พ่อของ ณัชกมล จันทาศรี (นัท) เป็นอดีตนักมวยไทยเก่า และ ได้ปั้นนักมวยเด็กขึ้นแข่งขัน จึงได้พา ณัชกมล ไปดูมวยที่เวทีด้วยเสมอ ทำให้เธอซึมซับบรรยากาศ และ มีใจชื่นชอบที่อยากจะฝึกฝนมวยไทย เพื่อขึ้นแข่งขันโดยได้ฝึกซ้อมตั้งแต่อายุ 6 ขวบ และ ขึ้นแข่งครั้งแรกตอนอายุ 9 ขวบ

4.) พ่อไม่อยากให้ ณัชกมล ขึ้นชกมวย
แม้ว่าจะมีคุณพ่อเป็นนักมวยไทย แต่พ่อก็ไม่ได้อยากให้ลูกสาวตัวเองขึ้นชกบนสังเวียนแม้จะอนุญาติให้ฝึกฝนมวยไทยไว้ป้องกันตัวได้ก็ตาม เพราะในเมืองไทยนั้นโอกาสเติบโตของนักมวยหญิงไม่ได้ดีมากนัก แต่ นัท ก็อยากขึ้นแข่งจนกระทั่งร้องไห้ขอร้องคุณพ่อ พ่อเธอจึงยอมใจอ่อนให้ขึ้นชกได้

3.) มีน้องสาวเป็นนักมวยเช่นกัน
สายเลือดของนักต่อสู้ในร่างกายของครอบครัว ทำให้ไม่ได้มีแค่ ณัชกมล ที่รักในการต่อสู้ แต่น้องสาวของเธออย่าง Super Girl Jaroonsak Muay Thai ก็เป็นนักมวยไทยเช่นกัน และ เป็นคู่ฝึกซ้อมที่ดีที่สุดของเธอ โดยน้องสาวของเธอก็ยังสนใจที่จะแข่งขัน MMA อีกด้วย



2.) ชอบ MMA เพราะมีพื้นที่ให้กับ ผู้หญิง มากกว่า มวยไทย
แม้จะเป็นนักกีฬามวยไทย มาตั้งแต่ 9 ขวบ แต่ ณัชกมล ก็รู้ดีว่าสำหรับ ในวงการมวยไทยนั้น ผู้หญิง ไม่ได้รับโอกาสมากนัก ในสังเวียนมาตรฐานที่เป็นเหมือน เมกะของมวยไทย อย่างเวทีราชดำเนินนั้น ก็ไม่อนุญาติให้ผู้หญิงขึ้นชก ด้วยความเชื่อในสมัยก่อน รวมถึงค่าตัวของนักมวยหญิงก็มักจะน้อยกว่าผู้ชาย และ นักกีฬาก็น้อยกว่ามาก เธอจึงสนใจในสังเวียน MMA เพราะมีการให้โอกาสแก่นักสู้หญิงมากกว่า



1.) มี ริกะ อิชิเกะ เป็นไอดอล
ณัชกมล เข้าร่วมการแข่งขัน IWC โดยมี นักสู้ MMA หญิงหนึ่งเดียวในประเทศไทยที่แข่งขันใน ONE Championship อย่าง ริกะ อิชิเกะ เป็นไอดอล โดยเธอหวังว่าจะได้อยู่ทีม ONESHIN ที่มี ริกะ เป็นโค้ชผู้ช่วย แต่เธอได้เข้ารอบมาโดยอยู่ทีมของ ครูทอง และ ในรอบชิงชนะเลิศ เธอก็ต้องมาชิงชนะเลิศกับ ลูกทีมของไอดอลตัวเอง อย่าง ประภัสสร ที่อยู่ทีม ONESHIN


คู่ชิงชนะเลิศรุ่น BantamWeight (-61 กิโล) อดีตนักกีฬาตัวแทนคนไทยจะชนะอีกครั้งได้หรือไม่


รุ่งโรจน์ “KING KONG” โพธิ์ศรี (ก้อง)

5.) ขอบเล่นกีฬา
รุ่งโรจน์ เป็นนักกีฬาที่ชื่นชอบการเล่นกีฬาต่างๆตั้งแต่เด็ก โดยฝึกฝนมวยไทยครั้งแรกตอนอายุ 10 ขวบ จากนั้นก็ไปเป็นนักวิ่ง และ นักบาส ให้กับโรงเรียน และ ยังได้ฝึกฝนทั้งการเต้น บีบอย และ ฟรีรันนิ่ง จากนั้นจึงได้มาฝึกฝนกีฬาต่อสู้จริงจังกับ วิชายูโด และ MMA

4.) เป็นอดีตนักกีฬาทีมชาติ ยูยิตสู ประเทศไทย
เมื่อ รุ่งโรจน์ ตั้งใจฝึกฝนกีฬา ยูโด ด้วยความที่มีทักษะที่ดีก็ทำให้พัฒนาฝีมือได้อย่างดี และ มีโอกาสได้เข้าคัดเลือกเป็นนักยูยิตสู ทีมชาติของประเทศไทย ในการแข่งระดับประเทศครั้งแรกในไทย

3.) เป็นแชมป์ MMA สมัครเล่นไทยหลายรายการ
หลังจากที่ฝึกฝนฝีมือ ก็ได้เข้าแข่งขันในรายการ MMA สมัครเล่นของประเทศไทยหลายรายการ และ คว้าชัยชนะได้อย่างต่อเนื่องทั้งรายการ MFC / Full Metal Dojo / ONESHIN CUP

2.) ที่มาของฉายา King Kong
รุ่งโรจน์ นั้นชื่นชอบในความแข็งแกร่ง และ อุปนิสัยของ คิงคอง ที่เป็นนักล่าที่หวงถิ่น เมื่ออยู่บนเวที รุ่งโรจน์ ก็จะเป็นเช่นนั้นเหมือนกัน โดยเปรียบเสมือนเวที คือถิ่นของเขานั่นเอง โดยรุ่งโรจน์ได้ทำการสักรอยสัก คิงคอง ที่เป็นรูปไพ่ตัว K ไว้บนตัวเขาด้วย

1.) เป็นตัวแทนนักกีฬาไทยคนแรก ที่ได้ไปแข่งรายการชิงแชมป์ MMA สมัครเล่นโลก IMMAF
หลังจากเอาชนะ ฐิติวัชร์ ไปได้ในการแข่งขันอันดุเดือดในรายการ ONESHIN CUP 2017 รุ่งโรจน์ ก็ได้มีโอกาสคัดเลือกไปแข่งขันในรายการ IMMAF World Championship 2017 ที่ประเทศบาห์เรน ซึ่งเป็นนักกีฬาของไทยคนแรกที่ได้มีโอกาสไปแข่งขันในงานชิงแชมป์สมัครเล่น MMA โลก และ ปีนี้เค้าก็หวังว่าจะมีโอกาสได้กลับไปชิงแชมป์อีกครั้ง


ฐิติวัชร์ “Lazy Guy” รฐานิธีธนายศ (หลู)

5.) อดีตนักกีฬาทีมบาสของจังหวัด
ฐิติวัชร์ รฐานิธีธนายศ ชอบเล่นกีฬามาตั้งแต่ประถม และเมื่อขึ้นขึ้น ม.1 ก็ได้เป็นนักกีฬาบาสโรงเรียนจนสามารถเป็นนักกีฬาตัวแทนจังหวัด แต่เมื่อมาถึง ม.4 เกิดอุบัติเหตุข้อเท้าพลิกเอ็นฉีก ต้องใช้เวลา 1 ปีในการรักษา จึงเลิกเล่นบาสในที่สุด

4.) หลงไหลในกีฬาต่อสู้ MMA
หลังจากที่ ฐิติวัชร์ บาดเจ็บจากการเล่นกีฬาบาส จนต้องพักฟื้นไปนานและเลิกเล่นในที่สุด เค้าก็หากีฬาอื่นๆ แต่ก็ไม่ได้พบเจอกีฬาที่ถูกใจ จนมาพบกับกีฬา MMA ซึ่งเป็นกีฬาที่แปลกใหม่ในเมืองไทยนั้น ฐิติวัชร์ ก็หลงไหลทันที และ หลังจากวันนั้นก็ฝึกซ้อมเรื่อยมาโดยตลอด

3.) เป็นลูกศิษย์ของยอดนักสู้ Ole Baguio Laursen
กีฬา MMA ถือว่าเป็นกีฬาใหม่ในเมืองไทย และ มียิมและผู้ฝึกสอนไม่มากนัก ส่วนใหญ่อยู่ในจังหวัดใหญ่เช่น กรุงเทพ ภูเก็ต เชียงใหม่ แต่ที่จังหวัด อุบลราชธานี บ้านเกิดของหลู มียิม Legacy Gym ของ ยอดนักสู้อย่าง Ole Baguio Laursen ซึ่งมีภรรยาเป็นชาวไทย จึงได้เปิดยิมสอนมวย และ ฐิติวัชร์ จึงได้มีโอกาสฝึกฝน MMA กับ ยอดนักสู้ Ole Laursen

2.) นักสู้รุ่นแรกของ Fairtex MMA Team
หลังจาก Ole Laursen เดินทางไปเปิดยิมเพิ่มเติมที่ต่างประเทศ ฐิติวัชร์ ซึ่งมีโอกาสได้เข้าร่วมการแข่งขัน IWC ก็ได้ย้ายมาฝึกซ้อมอย่างเต็มเวลาที่พัทยา ซึ่งเป็นเวลาเดียวกันกับที่ Fairtex ค่ายมวยไทยชื่อดัง ได้เปิดตัว MMA Camp ที่กำลังสร้างทีมนักสู้ MMA เพื่อตะลุยในสังเวียนโลก และ ฐิติวัชร์ ก็เป็นหนึ่งในทีมนักสู้รุ่นแรกของ Fairtex Mma Team

1.) ชื่นชอบการเล่นเกม FPS
กิจกรรมยามพักผ่อนของ ฐิติวัชร์ คือการเล่นเกม โดยเฉพาะเกมแนว FPS อย่าง CS:GO หรือ Battlefield โดยได้ประโยชน์จากการเล่นเกม ที่ช่วยให้คิดวางแผน และ สำคัญคือฝึกภาษาอังกฤษ ด้วย

รุ่น เฟเธอเวท (-66 กิโล) การพบกันครั้งที่ 4 ของ 2 นักสู้หนุ่มรูปหล่อ ครั้งนี้ ทันต์แพทย์จะสามารถเอาชนะนักแสดงสุดหล่อได้หรือไม่

ปราชญ์ “Warlord” บัวภา (เบสท์)



5.) เริ่มต้นฝึกมวย เพราะชื่นชอบ สมรักษ์ คำสิงห์
ปราชญ์ บัวภา สนใจในการต่อสู้ เนื่องจากเพราะสมัยเด็กๆชอบ สมรักษ์ คำสิงห์ ยอดนักชกเหรียญทองโอลิมปิก คนแรกของประเทศไทย จึงมีความใฝ่ฝันว่าจะได้ไปแข่งกีฬา โอลิมปิค บ้าง จึงได้เรียนรู้วิชามวยสากล เป็นอันดับแรก โดยมีครูชื่อ ก้อง ฉายาหมัดมรณะ เนื่องจากชกคู่ชกในการแข่งขันมวยสากล เสียชีวิต

4.) ชื่นชอบการแข่ง MMA เพราะได้ใช้ทักษะหลากหลาย
หลังจากทึ่ฝึกมวยสากล แล้ว ปราชญ์ ก็ได้เพิ่มเติมทักษะกีฬาเพิ่มขึ้นโดยได้ฝึกมวยไทย และ BJJ เพิ่มเติม หลังจากที่ได้ลงแข่งขัน กีฬา MMA ก็ชื่นชอบในกีฬานี้ เพราะได้ใช้ทักษะในหลายมิติ ซึ่งตรงกับนิสัยตัวเองที่ชอบการเล่นกีฬาหลากหลาย

3.) มีอาชีพเป็นนักแสดง
ด้วยทักษะการต่อสู้ที่ฝึกฝนมา และ หน้าตาที่หล่อเหลา ทำให้ ปราชญ์ ได้ร่วมแสดงละครหลายเรื่อง และ โฆษณา อีกหลายชิ้น 

2.) เป็นแชมป์ MMA สมัครเล่นหลายรายการ
หลังจากที่ได้ลงแข่งขัน MMA ครั้งแรกในรายการ MFC โดยแพ้คะแนนให้กับแชมป์มวยไทยอย่าง เพชรลำสิน ปราชญ์ ก็ฝึกฝนหนักขึ้นและลงแข่งในรายการ MMA สมัครเล่น หลายรายการและประสปความสำเร็จคว้าแชมป์ทั้ง Proflex MMA และ ONESHIN CUP 2017 และ ตั้งเป้าอย่างยิ่งว่าจะต้องเป็นแชมป์รายการ Ignite Warrior Championship ให้ได้

1.) มีความเคารพนับถือ พระเจ้าตากสิน
การเปิดตัว Walk Out ของ ปราชญ์ มักจะเห็นชุดยันต์ และ การร่ายคาถา เพื่อปลุกใจ ก่อนขึ้นแข่งขัน ซึ่งเป็นสิ่งที่ ปราชญ์ ได้รับมาจากการบูชา พระเจ้าตากสิน อดีตกษัตริย์ ที่ยิ่งใหญ่พระองค์หนึ่งของเมืองไทย ซึ่งทำให้ ปราชญ์ มีขวัญกำลังใจมากในการขึ้นสังเวียนแต่ละครั้ง

นฤพนธ์ (The Tooth Fairy) ปลอดภัย (กอลฟ์)



5.) มีอาชีพ เป็น ทันต์แพทย์
แม้จะเห็นว่าเป็นนักกีฬาที่ชกต่อยได้ดุดันในสังเวียนการแข่งขัน แต่โดยอาชีพหลักแล้ว นฤพนธ์ เป็น หมอฟัน ที่ไม่ค่อยมีเวลาว่างมากนัก แต่ก็ชื่นชอบในกีฬา MMA จึงแบ่งเวลามาฝึกฝนอยู่เสมอ

4.) ท่าเด็ด แบ๊คคิก ได้มาจากการฝึก เทควันโด สมัยเด็ก
ในการแข่งขัน MMA นฤพนธ์ มักมีลูกโจมตีที่เป็นทีเด็ดอย่าง Jumping Back Kick ซึ่งเป็นเทคนิคที่ชื่นชอบตั้งแต่สมัยยังฝึกกีฬาเทควันโด ในสมัยเด็ก เมื่อมาใช้ในการแข่ง MMA จึงเป็นเทคนิคที่ทั้งช่วยสร้างความประหลาดใจให้กับคู่ชกได้เป็นอย่างดี

3.) เป็นลูกศิษย์ของ ครูแรมบ้า ยอดนักมวยไทย และ แชมป์ MMA คนแรกของไทย
หลังจากที่ย้ายไปอยู่พัทยา นฤพนธ์ ก็หาสถานที่ฝึกฝน MMA และ ได้พบกับ ครูแรมบ้า สมเดช ศิษย์ อ. ที่กำลังเริ่มต้นค่ายบ้านแรมบ้า ในเมืองไทยหลังจากที่ไปอยู่ใช้ชีวิตอยู่ที่ญี่ปุ่นมานาน และ นฤพนธ์ จึงเป็นหนึ่งในนักกีฬา MMA รุ่นแรกของ ครูแรมบ้า

2.) ชอบที่จะทำฟันยางเอง
อุปกรณ์สำคัญ สำหรับการแข่งขัน MMA แน่นอนย่อมต้องเป็น ฟันยาง ที่จะช่วยปกป้อง ปากและฟัน ของนักกีฬา และ ด้วยการที่ นฤพนธ์ เป็น ทันตแพทย์ ทำให้ นฤพนธ์ ชอบที่จะทำฟันยางของตัวเอง ที่นอกจากจะเข้ากับชุดฟันของตัวเองแล้ว ยังใส่ลวดลายต่างๆลงไปได้อีกด้วย

1.) เป็นนักกีฬายิวยูสูตัวแทนจังหวัด สุราษฏร์ธานี
หลังจากที่ฝึกฝนกีฬา MMA ก็ทำให้ทักษะทั้งต่อยเตะ และ ปล้ำล็อค ของ นฤพนธ์ เพิ่มพูนขึ้นจนผ่านการคัดเลือกเป็นนักกีฬาจังหวัด และ ยังคว้าชัยชนะให้แก่จังหวัดได้อีกหลายครั้ง


รุ่นไลท์เวท (-70 กิโล) ระหว่าง นักมวยไทย กับ นักยูโด ใครจะคว้าชัย พิสูจน์กันในสังเวียนนี้


ชญานนท์ “ONE LOVE” โพธิจันทร์ (น็อต)


5.) ชอบการต่อสู้ จนต้องแอบทางบ้านไปชกมวย
ชญานนท์ ฝึกฝนมวยไทยตั้งแต่อายุ 13 ขวบ และ ลงแข่งขันครั้งแรกตอนอายุ 15 ปี ในช่วงแรกนั้นก็ไม่ได้จริงจังมากนัก แต่พอชกแล้วเกิดชอบในบรรยากาศสังเวียนต่อสู้ จึงชกมาเรื่อยๆ แต่ทางบ้านไม่สนับสนุน และ ไม่อนุญาติให้ไปชก แต่ก็ไม่ทำ ชญานนท์ เชื่อแต่อย่างใด ยังแอบไปชกมวยไทยเรื่อยๆเสมอ เมื่อมีโอกาส

4.) โดน ปราชญ์ บัวภา หลอกล่อมาแข่ง MMA
หลังจากที่เข้าเรียนในมหาลัย ชญานนท์ ก็ได้มีโอกาสมาทำงานเป็นเทรนเนอร์สอนมวย ซึ่งทำงานอยู่ยิมเดียวกับ ปราชญ์ บัวภา ซึ่ง ปราชญ์ ก็เห็นแววในตัวนักกีฬาของ ชญานนท์ จึงแนะนำให้ลองลงแข่งขัน MMA หลังจากที่ได้ชิมลางกับการแข่ง MMA ก็ติดใจ และ ได้สมัครเข้ามาแข่งขัน Ignite Warrior Championship เพื่อพิสูจน์ว่าทักษะมวยไทย ของเค้าจะใช้ได้ดีแค่ไหนในสังเวียน MMA

3.) ที่มาของฉายา ONE LOVE
แม้จะเป็นหนุ่มนักกีฬา รูปหล่อ และ เป็นเทรนเนอร์ที่มีสาวๆมาชื่นชอบหลายคน แต่ ขญานนท์ ก็เป็นคนที่มั่นคงกับความรักกับแฟนสาวมาก จึงเลือกฉายา ONE LOVE มาเป็นตัวแทนตัวเอง

2.) เป็นนักกีฬาทีมชาติยูยึตสู
นอกจากเป็นนักมวยไทยแล้ว หลังจากที่ได้ฝึกเพื่อแข่งขัน MMA ก็ทำให้ ชญานนท์ ได้เพิ่มทักษะด้านอื่นมากขึ้นจนได้คัดเลือกเป็นนักกีฬาทีมชาติไทย เข้าแข่งขันในรายการ Jujitsu Thailand Open World Ranking 2018



1.) เป็นแชมป์ รายการ PROFLEX SUPER 8
หลังจากผ่านการแข่งขันเวทีมวยไทยมาหลายครั้ง ชญานนท์ การมีโอกาสได้ขึ้นแข่ง มวยไทย ในเวทีกรงเหล็ก ในรายการ ProFlex Super 8 และ คว้าแชมป์ทัวร์นาเมนต์ มาได้ในที่สุด



ฐิติพันธ์ “JK” ต่อเติมกิจชัย (เจ)



5.) เคยเป็นนักบาสเกตบอล และ วอลเล่ย์บอล โรงเรียน
ก่อนหน้าที่ ฐิติพันธ์ จะค้นพบว่าชอบการต่อสู้ ก็เคยเล่นกีฬาชนิดอื่นมาก่อน และตั้งใจเล่นจนได้เป็นตัวแทนของทีมโรงเรียน แต่เมื่อโตขึ้นเรื่อยๆ ด้วยส่วนสูงที่ไม่สูงนัก และ การเป็นกีฬาที่เล่นเป็นทีม ทำให้รู้ว่ากีฬาเหล่านี้คงทำให้ตัวเองไปได้ไม่ไกลนัก จึงหันเหความสนใจสู่กีฬาประเภทอื่น และ ก็เป็นโอกาสในการก้าวเข้าสู่วงการต่อสู้

4.) แม้ว่าที่บ้านไม่สนับสนุนให้เล่นกีฬาต่อสู้ แต่ก็มุ่งมั่นจนได้รับการยอมรับ
หลังจากที่ได้เข้ามหาวิทยาลัย ก็ได้พบเจอกับวิชายูโด และ รู้สึกชื่นชอบจึงขยันฝึกซ้อม และ พัฒนาตัวเองได้อย่างรวดเร็ว แต่พ่อและแม่ก็ไม่สนับสนุนให้มาเล่นกีฬาต่อสู้ ฐิติพันธ์ จึงพยายามอย่างหนัก จนในที่สุดสามารถติดเป็นนักกีฬาของมหาวิทยาลัย และ ได้รับทุนการศึกษา ทางบ้านจึงยอมให้เล่นกีฬายูโด ที่ชื่นชอบในที่สุด

3.) เป็นนักกีฬายูโด และ ยูยิตสู ทีมชาติไทย
แม้ว่าจะเริ่มเล่นกีฬาต่อสู้หลังคนอื่นๆ แต่ด้วยความขยันหมั่นฝึกซ้อม ฐิติพันธ์ ก็สามารถพัฒนาฝีมือจนเป็นตัวแทนทั้งทีมมหาลัย และ ทีมชาติ ในการแข่งขันระดับประเทศ และ ยังคว้าเหรียญรางวัลมาได้อีกมากมาย 

2.) มีทักษะด้านดนตรี และ ชื่นชอบการเล่นกลองชุด
สิ่งหนึ่งที่กีฬาต่อสู้ และ ดนตรี มีร่วมกันนั่นคือ จังหวะ และ ฐิติพันธ์ ก็เป็นคนที่ชื่นชอบดนตรี และ เครื่องเล่นที่เค้าทำได้ดีก็คือ กลองชุด มันช่วยให้เค้าผ่อนคลาย อีกทั้งยังสร้างจังหวะในสมอง เมื่อต้องฝึกฝนการต่อสู้อีกด้วย

1.) เป็นแชมป์ MMA สมัครเล่น
หลังจากที่โลดแล่นในสังเวียนแข่งขัน ยูโด รุ่นพี่ก็ได้เห็นทักษะที่ดี จึงได้ชักชวนให้ไปซ้อม MMA และ หลังจากฝึกซ้อมก็ชื่นชอบในกีฬา MMA เมื่อมีโอกาสจึงได้แอบ โค้ชยูโด และ พ่อแม่ ไปลงแข่ง MMA ในปี 2016 และ ก็สามารถเอาชนะคู่แข่งขันทุกคนในรุ่น คว้าแชมป์ MMA สมัครเล่นได้สำเร็จ แต่หลังจากนั้นก็เข้าสู่วัยทำงานไม่ได้ซ้อมเพิ่มเติม จนมาเจอรายการ IWC จึงกลับไปซ้อมอีกครั้ง และ มุ่งมั่นว่าจะคว้าแชมป์ รายการ Ignite Warrior Championship ให้จงได้

Comment